‘สินสอด’ จำเป็นไหมใน พ.ศ. นี้

0
สินสอด
สินสอด

เมื่อพูดถึงพิธีแต่งงาน สิ่งแรกๆ ที่นึกถึงอาจเป็น ‘สินสอด’ และทรัพย์สินที่เจ้าบ่าวต้องจ่าย แท้จริงแล้ว ‘สินสอด’ เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ ในการใช้ชีวิตคู่ หรือมีไว้เพื่อเป็นไปตามขนบธรรมเนียม ? เงินทองที่วางกองเป็นสิ่งที่มีไว้โอ้อวดแต่ปราศจากความรักและความหมายของการใช้ชีวิตคู่ที่แท้จริงหรือเปล่า ?

สินสอด คือ?

ก่อนอื่นมารู้จักคำว่า ‘สินสอด’ กันก่อน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า เป็นเงินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาฝ่ายหญิงที่จะจัดอีเว้นท์แต่งงานเป็นค่านํ้านม ข้าวป้อน หรือ (กฎ)ทรัพย์สิน หรือผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส


ทำให้สินสอดกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในพิธีการการสมรส เนื่องจากมีการสืบทอดมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ สู่รุ่นลูก จึงไม่แปลกที่จะต้องมีการเรียกค่าสินสอดเกิดขึ้น แต่ในยุคปัจจุบันนี้ สังคมได้มีการเปลี่ยนผ่านของความคิดมากขึ้น ผู้หญิงที่แต่งงาน ไม่จำเป็นเพียงต้องเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก ดูแลสามีเพียงอย่างเดียว โดยมีสินสอดเป็นข้อกำหนด

แต่งงาน

การแต่งงาน คือการที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมและยินดีจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ดังนั้นคนบางกลุ่มจึงคิดว่า ค่าสินสอดนั้น ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ขอแค่มีความเข้าใจ ช่วยกันดูแลครอบครัวทั้งสองฝ่ายก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่คัดค้านการยกเลิกค่าสินสอดเกิดขึ้น

คุณ​​เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GDRI) กล่าวว่า สินสอดกลายเป็นค่านิยม ซึ่งไม่ได้ให้คุณค่ากับความเสมอภาคหญิงชายเลย ที่นำมาซึ่งระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ ที่ผู้ชายในสังคมหลายคนยังคงคิดแบบ

“ภรรยาที่ดีต้องมีสกิลทำแกงส้ม”

คำคม

ผู้ชายหลายคนก็อาจจะคิดแบบเรื่องแกงส้ม ได้เธอมาแล้ว ก็ตอบแทนหน่อยสิ แต่มันกลายเป็นการที่ได้คนเข้าบ้านไปเป็นคนรับใช้ คนมาบริการ นอกจากเป็นภรรยาแล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่เคารพความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ปัญหาใหญ่อีกอย่าง อาจอยู่ที่พ่อแม่ที่ยังติดยึดกับประเพณีดั้งเดิม ที่มาจากระบบคลุมถุงชน ซึ่งกลายมาเป็นเรื่องหน้าตาทางสังคม เป็นพันธนาการของคนที่ชอบแบกหน้าตัวเอง เป็นเรื่องทุนนิยมที่ครอบงำ

คุณเรืองรวี กล่าวเสริมว่า “ถ้ามีการยกเลิกระบบสินสอด ก็ควรจะมีการแก้กฎหมาย หรือ ยกเลิกกฎหมายไปเลย เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย เช่นเดียวกับที่แก้กฎหมายเรื่องการนอกใจ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศ”

คุณปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กรโปรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องสินสอด โดยระบุว่า สินสอดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้หญิงกับครอบครัวผู้หญิง ที่ผู้ชายเกี่ยวข้องโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า สินสอดคือส่วนหนึ่งของความคาดหวังจากครอบครัวและสังคมที่มีต่อคนที่จะอยู่ด้วยกันว่าจะต้องมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร

ฉะนั้นเรื่องสินสอด มาถกเถียงกันว่าควรมีหรือไม่มี อาจจะไม่มีทางจบ ต้องย้อนกลับไปคุยกันเรื่องเชิงโครงสร้างสวัสดิการของรัฐไทยที่ไม่เอื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในยามบั้นปลาย ครอบครัวจึงต้องหาทางออกเอง ด้วยการคาดหวังความมั่นคงจากการรับสินสอด เป็นตัววัดว่าคู่รักจะอยู่ด้วยกันรอดหรือไม่ในทางหนึ่ง

สิ่งที่ควรเป็น

ดังนั้น การมีชีวิตคู่ไม่ควรให้เรื่องของมูลค่ามาเป็นปัจจัยเดียวที่ตัดสินความรู้สึกกันและกัน แต่ควรคำนึงถึงเรื่องของคุณค่าทางจิตใจ คุณค่าของความรักที่คนสองคนมีต่อกัน เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อสร้างครอบครัวกันไป พวกเขาก็ต้องช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว โดยที่ทั้งคู่จะเป็นคู่ชีวิต อยู่กันไปถึงยามแก่เฒ่าอย่างมี ความสุข มากกว่าเอาสินสอดมาเป็นปัจจัยตั้งต้นสำคัญเท่านั้น

แบบนี้แล้ว เพื่อน ๆ ละ คิดว่าค่าสินสอดยังจำเป็นใน พ.ศ. นี้อยู่ไหม ?
ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อเกิดใหม่ไปกับเราที่ TEDxBangkhunthian

.
เขียนและเรียบเรียงโดย : Jithlada Donchai
ภาพโดย :

Facebook : TEDxBangKhunThian
Instagram : tedxbangkhunthian
YouTube : TEDxBangKhunThian
Website : tedxbangkhunthian.com

Body Neutrality ฉันยอมรับตัวฉันในแบบที่ฉันเป็น

0
Body Neutrality
Body Neutrality

เคยไหม รู้สึกเจ็บปวดจากมาตรฐานความงามของสังคม พยายามคิดบวกยังไง สุดท้ายก็ยังรู้สึกว่าตนเองดีไม่พอ วันนี้เรามาชวนทุกคนคุยเกี่ยวกับเรื่อง “มาตรฐานความงาม” หรือ “Beauty Standard”

ในสังคมที่นำค่านิยมที่มองเรื่องความหล่อ ความสวยเพียงมิติเดียว 

มาตัดสินคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งการที่เรานำค่านิยมตรงนั้นมาตัดสินตัวเอง โดยลืมไปว่าโลกใบนี้มีประชากร 7,900 ล้านคน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เราสามารถจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นพิมพ์เดียวกันได้หมด เพราะโดยธรรมชาตินั้นมนุษย์มีความหลากหลาย 

Miss Universe ปีล่าสุด

ในการจัดอีเว้นท์ประกวด Miss Universe ปีล่าสุดนั้น ตัวแทนประเทศไทยอย่าง แอนชิลี สก็อต-เคมมิสก็ได้ทำหน้าที่จุดประกายในเรื่องของ #RealsizeBeauty ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างแบบไหน น้ำหนักเท่าไร ทุกคนต่างมีความสวยในแบบของตนเอง ที่แตกต่างและไม่ซ้ำใคร 

“ขาใหญ่มีเซลลูไลท์แล้วยังไง ขาสองข้างของเรานี้ก็มีความสวยในแบบของเรา”

คำคม

เราเรียกสิ่งนี้ว่า Body Positivity คือ การมองร่างกายของตัวเองไปในทิศทางบวก แม้ว่าจะไม่ตรงตาม Beauty Standard ที่สังคมกำหนดไว้ เราก็สามารถบอกตนเองได้ว่าเรามีความงามที่ดีพอแล้ว ซึ่งเป็นการโปรแกรมความคิดของตัวเองที่ดีมากทีเดียว แต่ทั้งนี้เราอาจปฏิเสธไม่ได้ว่า Beauty Standard ยังคงถูกหยิบมาใช้ในสังคม

เช่น สื่อโฆษณาต่าง ๆ ที่ยกนำมาตรฐานความงามมาใช้เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าบริการของตน

“ไม่อยากให้หน้าแก่ก่อนวัย ต้องใช้ครีมของเรา”

“มีหุ่นเอวเอสได้ง่าย ๆ ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา”  

รวมถึงการเข้าถึงโอกาส ที่หลาย ๆ ครั้ง Beauty Standard กลายเป็นอภิสิทธิ์

เช่น การคัดเลือกคณะผู้นำเชียร์จากหน้าตาในงานกีฬาสี การคัดเลือกนักแสดงโดยคำนึงถึงความสามารถเป็นรอง ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยต่าง ๆ ที่ระบุว่าคนหน้าตาดีตามมาตรฐานความงามมีโอกาสที่จะถูกจ้างงานกว่าคนหน้าตาธรรมดา

“แค่คุณมีรูปร่าง หน้าตา ที่สวยหล่อตรงตามค่านิยมของสังคมก็ได้รับสิทธิพิเศษกว่าคนอื่นแล้ว”

เป็นเหตุให้ Beauty Standard พัฒนามาเป็น Beauty Privilege สิทธิพิเศษด้านความงามที่กดทับผู้คน ผลักคนนับล้านออกไปชายขอบ ซึ่งการถูกปฏิบัติที่แตกต่างเช่นนี้ ทำให้เราอดคิดไม่ได้เลยที่จะด้อยค่าร่างกายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าคุณ หรือคนที่คุณรู้จักพยายามคิดบวกแบบ Body Positivity แล้วรู้สึกว่ามันพูดง่าย ทำใจยาก มันไม่ได้ผล เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมถึงการถูกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานอยู่เรื่อย ๆ

เปลี่ยนมุมมอง

งั้นลองมาเปลี่ยนมุมมองในการมองรูปร่างหน้าตาตัวเองในแบบของ Body Neutrality (ความเป็นกลางของร่างกาย) กันดูไหม

“ฉันรู้ว่าขาฉันใหญ่ มีเซลลูไลท์ มีรอยแตกลาย แล้วยังไง ขาทั้งสองข้างนี้ช่วยให้ฉันเดินได้ วิ่งได้ กระโดดได้ ก้าวขึ้นรถไปทำงานได้แล้วกัน”

จะเห็นได้ว่า Body Neutrality ไม่ได้มองรูปร่างตนเองในแง่ลบ ว่าหน้าเรายังใสไม่พอ เอวฉันยังคอดไม่พอ หรือไม่ได้มองว่า ขาใหญ่ ๆ ของเรา สวย เพอร์เฟ็คแล้ว แต่จะโฟกัสไปที่ฟังก์ชั่นการทำงานของร่างกาย ว่าอวัยวะแต่ละส่วนนั้นสามารถช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างไรได้บ้าง และที่สำคัญคือ Body Neutrality ช่วยให้เราได้ยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นโดยแท้จริง โดยไม่ต้องรู้สึกกดดันจากสังคม หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง

แต่อย่างไรก็ดีทั้ง Body Positivity และ Body Neutrality ก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้ทั้งคู่ เพราะเป็นแนวคิดที่ไม่ว่ายังไงก็ส่งผลดีต่อผู้นำไปปรับใช้ ทั้ง 2 ต่างสนับสนุนให้เรารู้สึกพึงพอใจในร่างกาย สีผิว รูปร่าง หน้าตาของตนเอง และไม่ด้อยค่าในสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เรายอมรับความหลากหลายของผู้คนในสังคม

มันดีที่จะรู้สึกดีในทุก ๆ วัน

เราเองก็หวังว่าทุกคนจะรู้สึกดีกับร่างกายของตนเองในทุก ๆ วันเช่นกัน

เขียน : Amitta Pann

ขอเชิญชวนทุกคนที่มีความคิดเกี่ยวกับ อยากทำสังคมให้่ดีขึ้น หรือมีไอเดียในการพัฒนาตนเองรวมถึงความสร้างสรรค์ในการทำสวัสดิการให้ดีขึ้น เข้ามาแชร์และเกิดใหม่กับพวกเราใน
Line Open chat
“Smart BangKhunThian By TEDx”
https://line.me/…/N0AwPq0t1f8eckaaNSTIqsfyZYoGsdwGl65dg…

หากคุณชอบบทความนี้

อย่าลืมกดติดตาม เพื่อไม่พลาดการ “เกิดใหม่” ไปพร้อมกับพวกเรา

มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อพัฒนาสังคมกันต่อได้ที่
FB : TEDxBangkhunthian
IG : https://www.instagram.com/tedxbangkhunthian/
Website : https://tedxbangkhunthian.com

#Bodyneutral #Bodyneutrality #Bodypositivity #Realsizebeauty

#Beautystandard #Beautyprivilege

ครั้งแรกของประเทศไทย! จดแจ้งสมรสเท่าเทียม

0
สมรสเท่าเทียม
สมรสเท่าเทียม

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตามากในขณะนี้ เพราะวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักที่กำลังจะถึงนี้ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ได้มีการเปิดให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศ สามารถร่วมบันทึกจดแจ้งสมรสเพศเดียวได้แล้ว

บางขุนเทียน

โดยเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา นายพงษ์จักรินทร์ ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน ได้เผยว่างาน “บางขุนเทียน แสงเทียนแห่งรัก” ที่กำลังจะจัดอีเว้นท์ให้คนในงานร่วมบันทึกจดแจ้งสมรสเท่าเทียมนี้ ถึงแม้จะไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ แต่ทางเขตจะออกเอกสารให้คู่รักทั้งสองฝ่าย ลงนามโดยผู้อำนวยการเขต เพื่อเป็นการให้ความสำคัญในเรื่องความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางเพศ และได้รองรับร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ที่มีแนวโน้มจะประกาศใช้ในอนาคต

นอกจากนี้ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียนยังได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือ ถึง กฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม เพื่อเดินหน้าผลักดัน การบันทึกจดแจ้งคู่รัก LGBTQ+ ให้ครอบคลุมทุกเขตในกรุงเทพ ฯ

เพราะเราเท่ากัน

คำคม

สำหรับคนที่สนใจ

สามารถมาร่วมบันทึกจดแจ้งได้ที่ เดอะไบรท์ ย่านพระราม 2 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 08.00-16.00 น.

ทั้งนี้ หลังจากวันงานแล้ว คู่สมรสก็ยังสามารถมาจดแจ้งที่เขตได้

หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เพจสำนักงานเขตบางขุนเทียน
https://www.facebook.com/pr.bangkhunthian/

หากคุณชอบบทความของเรา
อย่าลืมกดติดตาม เพื่อไม่พลาดการ “เกิดใหม่” ไปพร้อมกับพวกเรา
​Facebook : TEDxBangkhunthian
Instagram : tedxbangkhunthian

เขียนและเรียบเรียงโดย : Phakkearth

TEDxBangKhunThian #สมรสเท่าเทียม #บางขุนเทียน #Reborn

Brain chip กับ Neuralink

0
Brain chip Elon Musk
Brain chip Elon Musk

ปัจจุบัน ในวงการการแพทย์ค่อนข้างมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล และพัฒนาต่อยอดไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งเรื่องโควิด-19 วัคซีน ยารักษาโรค แต่ใครจะรู้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีการแพทย์จะมีการก้าวไปอีกขั้นในแนวคิดและโปรเจค “ฝังชิปในมนุษย์ หรือ Brain chip”

.

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพ “นูราลิงค์” (Neuralink) เดินหน้าโครงการเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2565 นี้ เพื่อบันทึกและกระตุ้นการทำงานของสมองไปพร้อม ๆ กัน โดยหวังจะใช้ประโยชน์ในเชิงการแพทย์ การรักษาโรค เช่น มะเร็ง หลอดเลือดสมอง อัมพาต ความจำเสื่อมและโรคอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยสูญเสียการควบคุมของร่างกาย อย่าง การบาดเจ็บที่ไขสันหลังอย่างรุนแรงและความผิดปกติทางระบบประสาท 

.

โดยเริ่มแรกโปรเจคนี้มีการทดสอบกับลิงก่อน ซึ่งเขาได้ฝังชิปไร้สายบนสมองของลิง ผลปรากฏว่าลิงตัวนั้น สามารถเล่นเกมได้โดยผ่านความคิดของมันเอง และไม่มีความรู้สึกอึดอัด หรือมีพฤติกรรมแปลก ๆ แสดงออกมา 

.

เพื่อเป็นการยืนยันว่าโปรเจคนี้ปลอดภัย เชื่อถือได้ และอุปกรณ์ของนูราลิงค์ สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย และเขาหวังว่าจะมีสิ่งนี้ในมนุษย์เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องรอการอนุมัติขององค์การอาหารและยาของสหรัฐก่อน (FDA) 

.

นอกจากนี้ยังมีการอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง การทำงานระหว่างชิปกับสมองว่า สมองสามารถสั่งงานผ่านชิป ผ่านระบบเส้นประสาทด้วยการส่งสัญญาณไฟฟ้ามาถึงชิป โดยเส้นประสาทจะส่งสัญญาณเคมีบางชนิดมาช่วยกระตุ้น และหากมีการฝังชิปในสมองส่วนต่าง ๆ ก็เหมือนกับการเชื่อมระหว่างสมองผ่านมายังระบบคอมพิวเตอร์ หากสมองส่วนไหนบกพร่องหรือพิการ ชิปส่วนนี้จะทำหน้าที่ทดแทนได้

.

หรือก็คือ สิ่งที่เราเห็นไม่ได้เห็นจากดวงตา แต่จะเป็นภาพในสมองแทน ฉะนั้น การมองเห็นบางครั้งมันอาจจะมาจากความเป็นจริงตรงหน้า หรือ บางทีเป็นสิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง

.

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น คงต้องมาลุ้นกันว่าโปรเจคนี้ จะได้มีการนำออกมาใช้กับผู้ป่วยจริงหรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง เกินความคาดหมาย มีความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก และอาจมีข้อโต้แย้งในอนาคต แต่ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วย หรือโรคที่หายยากให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้

เขียนและเรียบเรียงโดย : Jithlada Donchai
ภาพโดย : Sofia

รัฐสวัสดิการ คือลานแห่งความหวัง

0
รัฐสวัสดิการ
รัฐสวัสดิการ

รัฐสวัสดิการ คือลานแห่งความหวัง ปัจจุบันคนไทยพูดถึงรัฐสวัสดิการกันบ่อยครั้งขึ้น รู้หรือไม่ว่า? พ.ร.บ.ประกันสังคม เป็นกฎหมายสวัสดิการฉบับแรกของไทยที่เกิดจากการต่อสู้ของประชาชนหลายกลุ่ม เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รัฐสวัสดิการ นำมาซึ่งสิทธิ

สิทธิลาคลอด 90 วัน ของแรงงานหญิง ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ได้รับสิทธิ์นี้อย่างเท่าเทียมกัน เกิดจากเกิดการลุกขึ้นสู้ของกลุ่มสาวโรงงาน เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว


ก่อนการได้มาซึ่งสวัสดิการนี้นั้น กฎหมายระบุให้ลาคลอดได้ 60 วัน โดยได้ค่าจ้างจากนายจ้างเพียง 30 วัน คุณแม่หลายคนที่ร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่จากการคลอด ต้องกลับมาทำงาน เพราะต้องใช้เงิน บางโรงงานไล่ผู้หญิงออกเมื่อท้อง


คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน กล่าวเริ่มต้นไว้ว่า
“เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์และได้รับความเอาใจใส่และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิการของแม่และเด็ก”


การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีส่วนสร้างความก้าวหน้าของสังคม สวัสดิการเพื่อแม่และเด็กจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันกับความหวังที่จะเปลี่ยนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นบำนาญถ้วนหน้า

กรณีศึกษาในต่างประเทศ

ประเทศฟินแลนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องรัฐสวัสดิการอย่างฟินแลนด์ ทั้งแม่และพ่อสามารถลาคลอดได้ถึง 9 เดือน ย้ำว่าพ่อสามารถลาคลอดได้ด้วย!


รัฐบาลฟินแลนด์มอบของขวัญแก่เด็กแรกเกิดทุกคน ซึ่งเป็นของใช้จำเป็นของเด็กเล็ก หรือจะเลือกรับเงินแทนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น วันลาหยุดสำหรับพ่อเพื่อดูแลลูกวัยแรกเกิด เงินช่วยเหลือขณะหยุดงาน เรียกได้ว่าคนฟินแลนด์ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐ
ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่


นอกจากนี้รัฐบาลฟินแลนด์ยังดูแลเรื่องเงินช่วยเหลือสำหรับคนว่างงาน และเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ไปเกณฑ์ทหารในกรณีที่ครอบครัวไม่มีรายได้อีกด้วย


หากพูดถึงเรื่องเงินช่วยเหลือด้านการศึกษา ฟินแลนด์เองก็ขึ้นชื่อว่าทำหน้าที่นี้ได้ดีทีเดียว เพราะคนที่นั่นสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค และฟรี! เช่นเดียวกับความหวังที่อาจารย์ป๋วยได้กล่าวถึงไว้ในบทความว่า


“ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น”


รัฐบาลทำหน้าที่หลักในการจัดสรรสวัสดิการให้เป็นธรรม และกระจายไปยังคนทุกกลุ่มอย่างถ้วนหน้า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคนในประเทศ

การเข้าถึงสวัสดิการเป็นไม่ใช่เรื่องของการถูกคัดเลือก ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี ไม่สนว่าใครจะเป็นนักเรียนดีเด่นด้านวิชาการ เพราะเราทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ ในฐานะที่เป็นประชาชนของประเทศนั้น

กับดักความยากจน

คุณรู้จัก “กับดักความยากจน” หรือไม่? เมื่อติดอยู่ในกับดักนี้แล้ว ก็มีโอกาสส่งต่อความยากจนให้ครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น
คนรวยสุด 10% ของประเทศถือครองสินทรัพย์กว่า 77% กลุ่มคน 1% บนสุดมีความมั่งคั่งเฉลี่ย 33 ล้านบาทต่อคนมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนจน 20% แรก ถึงเกือบ 2500 เท่า


กลุ่มคนจนรายได้ติดลบ มีหนี้สิน ขาดโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษาที่ดี หรือการประกอบอาชีพที่จะสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ นั่นเป็นเพราะพวกเขาถูกมองข้ามในเรื่องของรัฐสวัสดิการหรือไม่?

จะดีกว่าหรือไม่? ถ้าเราได้รับการดูแลที่ดีจากภาครัฐตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เดินเตาะแตะ เข้าเรียน เข้าทำงาน สร้างครอบครัว
จะดีกว่าหรือไม่? หากถึงเวลาที่เราใกล้จะลาลับไปจากโลกนี้แล้ว เรามั่นใจว่ารัฐจะจัดสรรสวัสดิการเพื่อครอบครัวของเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เข้าถึงโอกาส โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ หรือต้องพิสูจน์ความจนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิต่าง ๆ

มามีส่วนร่วมกันกับ รัฐสวัสดิการ

ขอเชิญชวนทุกคนที่มีความคิดเกี่ยวกับ อยากทำสังคมให้่ดีขึ้น หรือมีไอเดียในการพัฒนาตนเองรวมถึงความสร้างสรรค์ในการทำสวัสดิการให้ดีขึ้น เข้ามาแชร์และเกิดใหม่กับพวกเราใน

Line Open chat
“Smart BangKhunThian By TEDx”


จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะเปลี่ยนลานความหวังให้เป็นพื้นที่แห่งความเป็นจริงที่คนไทยจะสามารถเข้าถึงโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเสมอภาคกันจากรัฐสวัสดิการ

เขียน : Amitta Pann
ภาพ : Sofia


หากคุณชอบบทความนี้
อย่าลืมกดติดตาม เพื่อไม่พลาดการ “เกิดใหม่” ไปพร้อมกับพวกเรา
มาร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อพัฒนาสังคมกันต่อได้ที่


​FB : TEDxBangkhunthian
IG : https://bit.ly/2ZNKHDE
website : https://tedxbangkhunthian.com

บางขุนเทียน ทำไมถึงต้องทอล์ก

0

บางขุนเทียน ทำไมต้องทอล์ก TEDxBangKhunThian “บางขุนเทียน” ทอล์กที่ไหนก็ไม่เหมือนที่นี่ เพราะที่นี่คือ “บางขุนเทียน” ถึงเวลา…มาทำความรู้จักกับพวกเรา TEDxBangkhunthian ให้มากขึ้น

เตรียมความพร้อมสำหรับ การก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการเกิดใหม่ไปพร้อมกับเรา !
“Reborn in process…” 2022
Facebook : TEDxBangKhunThian
Instagram : tedxbangkhunthian
YouTube : TEDxBangKhunThian
Website : https://tedxbangkhunthian.com

Virtual Influencer เน็ตไอดอล AI กับการเปลี่ยนแปลงใหม่

0
Virtual Influencer
Virtual Influencer

Virtual Influencerเน็ตไอดอล AI กับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา โลกเรามีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ รอบตัวอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าโรคจะระบาดมาอย่างไม่ขาดสาย

แต่เทคโนโลยีของโลกเราก็ไม่หยุดเช่นกัน วันนี้ Reborn everyday เลยอยากนำเสนออีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และเราเรียกมันว่า Virtual Influencer


Virtual Influencer หรือ AI Influencer (อินฟลูเอนเซอร์เสมือน) เป็นการนำเทคโนโลยีมาทำให้เหมือนคน แต่ต่างกันที่ว่าพวกเขาไม่ได้มีชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง แต่พวกเขามีชีวิตในโลกออนไลน์ ซึ่งเกิดจากฝีมือของมนุษย์ โดย Virtual Influencer ตัวแรกที่เราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาบ้าง มีชื่อว่า Lil Miquela (ลิล มิเกลล่า)


โดย Lil Miquela เป็นที่โด่งดังมาก มียอดผู้ติดตามในอินสตราแกรมกว่า 3 ล้านคน เธอถูกสร้างขึ้นโดย Brud ที่เป็นการรวมกลุ่มของทั้งศิลปิน วิศวกร นักพัฒนาหุ่นยนต์ และนักเคลื่อนไหวเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ และการปรากฎตัวที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เธอได้ร่วมงานกับแบรนด์ดัง ๆ อย่าง Prada, Supreme, Chanel, Proenza Schouler หรือแม้แต่ Samsung จนทำให้เธอติดอันดับ 25 Most Influential People on the Internet ของนิตยสาร Time เลยทีเดียว

ซึ่ง AI Influencer ยังมีอีกมากมายหลายบุคคลิกที่เข้ามาสร้างสีสันให้แก่โลกโซเชียล และสร้างปรากฎการณ์ที่บางทีมนุษย์อาจจะมีข้อจำกัด หรือไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ด้วยชื่อเสียง รูปลักษณ์ แต่อินฟลูเอนเซอร์เสมือนเหล่านี้ กลับฉีกทุกกฎในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหน้าตา รูปร่าง ทรงผม การแต่งตัว หรือแม้กระทั่งเพศ เพราะเรามองข้ามเรื่องเหล่านั้นไปได้ และมองพวกเขาเป็นสีสัน ความสนุก ที่เข้ามาเปิดโลกใหม่ ๆ ให้

แถมยังมีแบรนด์ ดัง ๆ มากมายที่เลือก Virtual Influencer มาเป็นพรีเซนเตอร์ในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งโมเดลบนปกนิตยสารก็ได้พวกเขาเหล่านี้มาช่วยเพิ่มความสนุกในวงการแฟชั่นมากขึ้น อีกทั้งเหล่าเน็ตไอดอล AI ยังหารายได้ได้มหาศาล เนื่องจากตัวตลาดมีความกว้างขวาง และมีการโฆษณาในรูปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะไร้ขีดจำกัดและการคาดหวังจากสังคม

ไม่นานมานี้ประเทศไทย ก็ได้เกิด AI Influencer ขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
“ไอ-ไอรีน หรือ @ai_ailynn” ครีเอทีฟสาววัย 21 ปี,
“กะทิ-เคธี่ หรือ @Katii.Katie” สาวลุกเปรี้ยวคัพเอผิวสีแทน,
“วันนี้ หรือ @callmewunni” สาวน้อยวัย 22 ปี,
“แบงคอค หรือ @bangkoknaughtyboo”
Virtual Influencer Non-binary คนแรกในไทย
และ “ดอกบัวไฟ หรือ @firelotus3301” สาวผิวแทนสุดเปรี้ยว

ในอนาคต เราคงต้องจับตาดูกันว่า AI เน็ตไอดอล จะเติบโตไปมากแค่ไหน เพราะทั้งนี้เทคโนโลยีก็มีการก้าวกระโดดไปไว ไหนจะโลกเสมือนอย่าง Metaverse อีก ถือว่าเป็นการสร้างความแตกต่างและสีสันให้แก่เราไม่น้อยเลย
​FB : TEDxBangkhunthian
IG : tedxbangkhunthian

TEDxer Credits

เขียนและเรียบเรียงโดย : Patchakorn Selakhun.

TEDxBangKhunThian in your area

0

TEDxBangKhunThian in your area Reborn in process…
Reborn in process…”เตรียมพบกับ TEDxBangKhunThian เร็ว ๆ นี้
Facebook : TEDxBangKhunThian
Instagram : tedxbangkhunthian
#TEDxBangKhunThian #TEDx #บางขุนเทียน

รู้ไหมว่าบางขุนเทียน ก็ไม่ได้มีดีแค่ทะเล

0
ทะเลบางขุนเทียน
ทะเลบางขุนเทียน

รู้ไหมว่าบางขุนเทียน ก็ไม่ได้มีดีแค่ทะเลเราเชื่อว่าใครหลายๆคน เมื่อนึกถึง บางขุนเทียนแล้ว อาจจะนึกออกว่า ท้องที่นี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างของ การมีอาณาเขตบางส่วนติดกับทะเล


และยังคงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์หลงเหลือไว้อยู่ในกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว แต่วันนี้ เราจะพาคุณมารู้จักบางขุนเทียนในมุมมองอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ว่า บางขุนเทียน
ก็ไม่ได้มีดี แค่ “ทะเล” …………


เมื่อพูดถึงเส้นทางลงใต้ เพื่อใช้ในการออกเดินทางไปพักผ่อน
หรือกลับภูมิลำเนา คงไม่มีใครไม่รู้จัก


“ ถนนพระราม 2 ”
หรือเรียกอีกชื่อหนึ่ง ว่า ถนนทางหลวงหมายเลข
35 สายดาวคะนอง – วังมะนาว โดยถนนเส้นนี้จะอยู่ในความดูเเลของ
กรมทางหลวง ซึ่งมีความแตกต่างจากถนนในชื่อพระรามอื่น ๆ ที่จะอยู่ในความดูแลของ กรุงเทพมหานคร
ซึ่งถนนแห่งนี้ เป็นถนนที่ตัดผ่าน ถึง 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร , สมุทรสงคราม , สมุทรสาคร และ ราชบุรี โดยมีระยะทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 84 กิโลเมตร


ถึงแม้ว่าการเดินทางด้วย รถไฟฟ้า หรือ รถไฟใต้ดิน ของชาวบางขุนเทียนจะถือว่าเป็นต่อกับ เขตอื่น ๆ ในเมือง ที่มีการเข้าถึงในการเดินทางประเภทนี้มากกว่า แต่ถ้าเรามองในมุมของการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว จะถือว่าเป็นจุดแข็งของพื้นที่แห่งนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยถนนที่ตัดผ่านอย่างถนนพระราม 2 จะเป็นเส้นทางหลักเพื่อมุ่งหน้าสู่ทางใต้ของประเทศไทยแล้ว ถนนเส้นนี้ยังเป็นถนนที่มีความยาวมากเส้นหนึ่ง


ทำให้มีหลายจุดที่ตัดกับถนนสายสำคัญที่สามารถมุ่งหน้าไปยังท้องที่อื่น นอกจากการมุ่งหน้าลงใต้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังตัดกับ ทางด่วนสายสำคัญ ๆ ที่สามารถวิ่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองของกรุงเทพมหานครได้อย่างสะดวกสบาย
หรือจะต้องการมุ่งหน้าออกนอกเมืองก็สะดวกสบายมากเช่นกัน ยังไม่รวมถึงโปรเจคการก่อสร้าง ทางยกระดับ บางขุนเทียน – มหาชัย , ทางพิเศษพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกตะวันตก , มอเตอร์เวย์ หมายเลข 8 ( นครปฐม – ปากท่อ / ปากท่อ – ชะอำ ) และอื่น ๆ ที่จะทำให้ การเดินทาง ทั้งการเข้าเมือง และ ออกนอกเมือง มีความคล่องตัวมากขึ้น

กว่าที่ถนนพระราม 2 แห่ง บางขุนเทียน จะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ของการคมนาคมทางรถยนต์ ตามที่เราได้กล่าวมาข้างต้นนั้น แน่นอนว่าทุกอย่าง ย่อมต้องใช้เวลาในการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และพัฒนา กว่าที่จะมาเป็น ถนนที่มีความสะดวกสบายในการเดินทาง และเป็นที่รู้จักแบบในทุกวันนี้ และในปัจจุบัน ถนนพระราม 2 ก็ยังคงพัฒนา

และเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง เพื่อ ‘เกิดใหม่’ ไปใน Version ที่ดีกว่าเดิม เช่นเดียวกับ TEDxBangkhunthian ที่กำลังหาคำตอบกับ สิ่งที่จะทำให้ บางขุนเทียน Reborn หรือ เกิดใหม่ ไปพร้อมกับ สิ่งรอบ ๆ ตัวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม และถ้าเป็นคุณ


คุณอยากเห็นบางขุนเทียน เกิดใหม่ไปในรูปแบบไหนกัน ?

TEDxer Credits

  • เขียน : Patchakorn Selakhun.
  • ภาพ : Sine

My Body, Whose Choice?

0

My Body, Whose Choice? “พวกเราแต่งตัว ตามเสียงหัวใจ แต่ไหงทำไม ไปหนักหัวเธอ” หนึ่งในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดมาก ๆ ในชีวิตของใครหลาย ๆ คน คือ การที่เราแต่งตัวตามที่ใจต้องการ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา


“แกใส่ชุดนี้แล้วน่าเกลียดมากเลย เปลี่ยนชุดเถอะ”
“แผลเธอน่าเกลียดอะ วันหลังใส่เสื้อแขนยาวมั้ย”
“ใส่ชุดสั้นแค่นี้ ไปอ่อยผู้แน่เลย”
“กระโปรงยาวจัง เป็นแม่ชีหรือเปล่าเนี่ย”
“แต่งอะไรของเธอเนี่ย เห็นหัวนมหมดแล้ว”


นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำวิจารณ์มากมาย
จากหลากหลายชีวิต หลากหลายความคิด
ที่ได้วิจารณ์การแต่งกายเรา ราวกับว่าเราไม่มีสิทธิ์ในร่างกายของตัวเอง
จนบางทีก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า
“ร่างกายเป็นของเรา แต่สิทธิ์ในการร่างกายเป็นของใครกันแน่”


คำถามนี้สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจนขึ้นมากขึ้น ในเคส “การแต่งกายโนบราขายของ” ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งแม่ค้าหลาย ๆ คนที่แต่งกายโนบราขายของนั้น ดันโดนเจ้าหน้าที่มาตักเตือนเรื่องการแต่งกายทั้ง ๆ ที่ต่างประเทศก็สามารถแต่งกายแบบนี้ได้เป็นเรื่องปกติ

แต่ทำไมที่นี่จึงไม่สามารถแต่งกายตามสิทธิ์ตัวเองได้

หากจะบอกว่าการแต่งกายโนบราเป็นการทำเกินสิทธิก็คงไม่น่าใช่
เพราะสิทธิ คือ อำนาจที่กฎหมายรับรองให้กระทำการใด ๆ โดยโดยไม่กระทบสิทธิของผู้อื่น
ซึ่งการแต่งกายโนบราก็ไม่ได้กระทบสิทธิของใครหรือทำให้ใครเดือดร้อนแต่อย่างใด
ซ้ำแม่ค้ายังได้ลูกค้าเพิ่มและลูกค้าก็พอใจอีกด้วย

จากเคสที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่
กำลังสวนทางกับการรณรงค์ “My Body, My Choice” ในปัจจุบัน

“My Body, My Choice” คือ ประโยคสนับสนุนให้ทุกคนใช้สิทธิ์ในร่างกายตัวเองตามที่ใจต้องการ
ซึ่งไม่ได้รณรงค์แค่ในเรื่องการแต่งกาย แต่ยังรวมไปถึงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกอีกด้วย
เพราะนี่เป็นร่างกายของเรา ฉะนั้นสิทธิ์ในร่างกายจึงเป็นของเรา


ซึ่งถึงแม้สุดท้ายการตักเตือนของเจ้าหน้าที่จะฟังดูเหมือนจุดจบ
แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น
เพราะหลังจากมีข่าวการตักเตือนของเจ้าหน้าที่แพร่ออกไป
ก็ทำให้มีผู้คนมากมายผู้สนับสนุนในการใช้สิทธิ์ร่างกายตัวเอง
หันมาแต่งกายโนบรา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
และแสดงให้ทุกคนตระหนักว่า
ประโยค “My Body, My Choice” สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในสังคมเรา



สุดท้ายนี้ในเมื่อร่างกายเป็นของเรา สิทธิ์บนร่างกายก็ไม่ใช่ของใครที่ไหนไกล
อย่าให้ใครมาลดความเป็นเรา “จงมั่นใจในการเป็นตัวของตัวเอง”
หากคุณชอบบทความของเรา


อย่าลืมกดติดตาม เพื่อไม่พลาดการ “เกิดใหม่” ไปพร้อมกับพวกเรา
​Facebook : TEDxBangkhunthian
Instagram : tedxbangkhunthian

TEDxer Credits

  • เขียนและเรียบเรียงโดย : Phakkearth
  • ภาพ : Sine